คนใช้รถยนต์ต้องรู้ 15 จุดในรถเสี่ยงสะสมเชื้อ COVID-19

คุณเคยสงสัยไหมครับว่ารถของเรานั้น อาจจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นแหล่งเพาะเชื้อของ covid 19 ได้หรือไม่ และเพราะเหตุใดรถของท่านถึงมีแหล่งสะสมของเชื้อจากรถยนต์โดยที่คุณไม่รู้ตัว วันนี้จะมาหาคำตอบกันว่า หากท่านไม่ป้องกันหรือทำความสะอาดรถให้ดี โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 นั้นก็มีเช่นกันเชิญรับชม Content นี้ได้เลย

คุณจึงควรหมั่นทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในรถอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรคไม่เพียงเฉพาะไวรัสโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเชื้อโรคอื่นๆ ที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวันอีกด้วย

วิธีการทำความสะอาดภายในรถยนต์ที่ถูกต้องและเหมาะสม ทำได้โดยใช้ผ้าอ่อนนุ่มหรือผ้าไมโครไฟเบอร์ ควบคู่กับการใช้ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol) เพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณชิ้นส่วนภายในรถที่ต้องสัมผัสอยู่บ่อยๆ ได้แก่

  1. พวงมาลัย
  2. กุญแจและรีโมท
  3. มือเปิดประตูภายนอกทุกตำแหน่ง
  4. ปุ่มเปิดฝากระโปรงท้ายและบริเวณที่จับ
  5. มือเปิดประตูภายใน
  6. ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์
  7. กระจกมองหลัง (รวมถึงกรอบและฝาปิดด้านหลัง)
  8. ช่องแอร์ทุกตำแหน่ง
  9. คันเกียร์
  10. ก้านไฟเลี้ยว
  11. ก้านที่ปัดน้ำฝน
  12. ปุ่มควบคุมต่างๆ บริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตู
  13. ปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลกลางระหว่างเบาะนั่งคู่หน้า
  14. หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยและปุ่มปลดล็อก (หลีกเลี่ยงการทำความสะอาดสายเข็มขัดนิรภัยด้วยแอลกอฮอล์)
  15. ก้านหรือปุ่มเบรกมือ

นอกจากนี้ เบาะนั่งยังเป็นอีกชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่ควรใช้น้ำยาที่ออกแบบมาสำหรับการทำความสะอาดเบาะหนังโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ผิววัสดุได้รับความเสียหาย หรืออาจใช้น้ำสบู่อ่อนๆ เพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้น้ำยาเคลือบบำรุงหนังทาทับลงไปก็ได้

ส่วนรถที่ติดตั้งหน้าจอแบบสัมผัส ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย เพราะอาจทำให้ผิวเคลือบสำหรับป้องกันการสะท้อนแสงและรอยนิ้วมือหลุดออกได้ ทางที่ดีควรใช้ผ้าอ่อนนุ่มชุบน้ำในการทำความสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้งก็เพียงพอแล้ว หากรู้สึกว่าไม่สะอาดพอจะเช็ดซ้ำอีก 2-3 ครั้งก็ย่อมได้

     สิ่งสำคัญที่สุด คือ ห้ามใช้สารฟอกขาว, ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, น้ำมันเบนซิน, ทินเนอร์ หรือน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงโดยเด็ดขาด เพราะจะทำความเสียหายต่อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ภายในรถได้นั่นเองครับ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก sanook.com

 

Red Hat เผย 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะมาในปี 2564

แฟรงค์ เฟลด์มันน์ รองประธาน APAC Office of Technology เร้ดแฮทเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การเปลี่่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทำงานจากที่บ้าน ไปจนถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านการบริการและต้องการประสบการณ์ที่ดีขึ้น ทำให้องค์กรต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น

เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เร้ดแฮทคาดว่าแนวโน้มทางเทคโนโลยีจะยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะการพึ่งพาเทคโนโลยีทวีความสำคัญมากขึ้นในสภาพสังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่ต้องการอยู่ให้รอดจากสถานการณ์เช่นนี้ควรทบทวนกลยุทธ์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น โดยอ้างอิงจากแนวโน้มที่เร้ดแฮทคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

แฟรงค์ เฟลด์มันน์ รองประธาน APAC Office of Technology เร้ดแฮทเอเชียแปซิฟิก

5G, IoT และ Edge computing คือ สามเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะพัฒนาเส้นทาง 5G ของตนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บริการ 5G เชิงพาณิชย์ได้เปิดให้บริการแล้วในเก้าประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน และยังมีอีก 12 ประเทศที่ได้ประกาศแผนการทำนองเดียวกันนี้อย่างเป็นทางการ ความพร้อมในการใช้งาน 5G ที่เพิ่มขึ้น

จะช่วยขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) และเอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge computing) ที่ให้ค่าความหน่วงต่ำเป็นพิเศษ  เครือข่ายแบนด์วิธที่สูง และรองรับการเข้าถึงอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น 5G, IoT และ Edge computing สามารถนำไปใช้

เพื่อการบริหารจัดการยานพาหนะในอุตสาหกรรมขนส่งได้อย่างชาญฉลาด อุปกรณ์ประมวลผลแบบ edge จะใช้ตรวจสอบระบบยานพาหนะที่สำคัญ ๆ ได้ และสามารถใช้เครือข่าย 5G เพื่อส่งการแจ้งเตือน และติดตามเส้นทางในการขนส่งสินค้า การวางแผนเส้นทางต่าง ๆ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างยานพาหนะ

และอุปกรณ์ที่ใช้ IoT ที่อาจส่งผลกระทบหรือได้รับผลกระทบจากยานพาหนะนั้น ๆ เร้ดแฮทคาดการณ์ว่าในปี 2564 องค์กร และเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีการใช้ 5G, IoT และ Edge computing เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อ และเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้งานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากสามเทคโนโลยีนี้

รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์เพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาและการควบคุมคุณภาพ การใช้เทคโนโลยีโลกเสมือน (Augmented Reality-AR) ในการควบคุมการทำงานจากระยะไกล และ ประสบการณ์เชื่อมต่อ เฉพาะบุคคลเพื่อการมีส่วนร่วมของลูกค้า และซัพพลายเออร์

ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับไฮบริดคลาวด์

ลูกค้าและพนักงานต่างคาดหวังให้มีแอปพลิชั่นทางธุรกิจ และบริการที่มีความพร้อมสูง และมีความปลอดภัยให้ใช้งานได้ตามที่ต้องการเหมือน ๆ กัน เพื่อให้ตอบโจทย์ดังกล่าว เร้ดแฮทแนะนำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้ระบบไฮบริดคลาวด์เพื่อให้การทำงานบนทุกสภาพแวดล้อม (เช่น แบบ on-premises, ไพรเวทหรือพับลิคคลาวด์)

เป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  จากรายงาน 2021 Global Tech Outlook ของเร้ดแฮทพบว่าภายใน 12 เดือนข้างหน้า 77% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ตอบแบบสำรวจ มีแผนที่จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์มากกว่าหนึ่งประเภทไม่ว่าจะเป็นไพรเวทและพับลิคคลาวด์

โดยเพิ่มขึ้นจาก 53% จากการสำรวจของปี 2563 จากผลการสำรวจ เหตุผลหลักสามประการที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้งานแอปพลิเคชั่นของตนผ่านไฮบริดคลาวด์ ได้แก่ เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านไอที และเพื่อจัดการรับมือกับปัญหาข้อมูลส่วนบุคคล

ความก้าวหน้าของการใช้ไฮบริดคลาวด์ขององค์กรต่าง ๆ ทำให้เรื่องความปลอดภัยจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรให้ความสนใจ เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ทำการสำรวจทั่วโลกระบุว่า การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์เป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญสูงสุดในการลงทุนในปีนี้ ความท้าทายเรื่องความปลอดภัยมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไป

เช่น อุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้ เน็ตเวิร์ก และความปลอดภัยของข้อมูล  วิธีหนึ่งที่จะเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้คือการใช้กรอบการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติแบบเปิด ที่รวมแนวปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยใช้ชุดเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ 

การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้องค์กรสามารถมองเห็นการทำงานทั้งหมดได้ดีขึ้นผ่านฟังก์ชั่นรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ช่วยให้ระบุภัยคุกคาม หรือการโจมตีทางไซเบอร์ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

คลาวด์เนทีฟจะผลักดันให้มีการใช้คอนเทนเนอร์

แอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง การนำไปปรับใช้ และการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วด้วยคุณสมบัติและฟังก์ชั่นการทำงานแบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รวดเร็ว และเชื่อถือได้โดยมีความเสี่ยงน้อยลง  เนื่องจากองค์กรจำนวนมากขึ้นมีการใช้ไฮบริดคลาวด์

เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับขยาย และความพร้อมใช้งานของแอปพลิเคชั่น ทำให้บรรดาองค์กรที่ใช้การพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการสร้าง และใช้งานแอปพลิเคชั่น ที่สามารถตอบสนองได้ดี และปรับขนาดได้บนคลาวด์ทุกระบบ อีกทั้งยังสามารถทำงานต่อไปได้แม้จะเกิดความเสียหายบางส่วน

คอนเทนเนอร์เป็นเทคโนโลยีหลักที่จะปลดปล่อยคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของการพัฒนาระบบคลาวด์เนทีฟ คอนเทนเนอร์ช่วยจัดรวบรวมและแยกแอปพลิเคชั่นด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นแบบรันไทม์ทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการโยกย้ายแอปพลิเคชั่นไปมาระหว่างสภาพแวดล้อมแบบต่าง ๆ

โดยยังคงการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ นักพัฒนาสามารถใช้คอนเทนเนอร์ในการเปิดใช้และอัพเดตแอปพลิเคชั่น ได้ง่ายขึ้นในรูปแบบของการบริการที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น ไมโครเซอร์วิส แทนที่จะต้องรอการอัพเดทครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว 

การตระหนักว่าคอนเทนเนอร์ช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ ทำให้ 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดหวังจะนำปริมาณงานกว่าครึ่งของตนมาเก็บไว้ในคอนเทนเนอร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

ระบบอัตโนมัติจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ลูกค้ามีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาปัตยกรรมด้านไอทีเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งองค์กรต่าง ๆ ยังคงจำเป็นต้องสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้สามารถรับมือกับความต้องการเหล่านี้

องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงหันมาใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อลดความซับซ้อน เพื่อเพิ่มผลผลิต และเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบอัตโนมัติได้อย่างเต็มที่ จะต้องมีกลยุทธ์การใช้ระบบอัตโนมัติในภาพรวมทั่วทั้งองค์กร แทนที่จะมีการปรับใช้ระบบอัตโนมัติในการทำงานแบบแยกส่วน 

มีองค์กรมากขึ้นที่หันมาใช้ระบบอัตโนมัติร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีนเลิร์นนิ่ง เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกแบบอัตโนมัติเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจ ธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบางแห่งใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติที่ทำงานแทนมนุษย์ (Robotic Process Automation: RPA)

เพื่ออนุมัติการสมัครบัตรเครดิต การชำระเงินอัตโนมัติ และการตรวจสอบการอ้างสิทธิ์ เนื่องจาก RPA สามารถเรียนรู้เพิ่ม และลอกเลียนแบบการตัดสินใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อสำเนาพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่ปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้ ช่วยลดเวลาในการทำงานเหล่านั้นได้เป็นอย่างมาก

วัฒนธรรมการทำงานแบบเปิดเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้ทันสมัย

ผลการศึกษาในเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่สนับสนุนโดยเร้ดแฮท สำรวจพบว่า 80% ของผู้นำธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกจัดลำดับให้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในการทำงาน และการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้มีความ
ทันสมัยมากขึ้น มีความสำคัญเท่าเทียมกันในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่  

คุณลักษณะทางวัฒนธรรมที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น รวมถึงความสามารถในการปรับใช้การมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กรความโปร่งใส และการทำงานร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักการทำงานแบบโอเพ่นซอร์ส องค์กรที่สนับสนุนแนวคิดริเริ่มเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในการทำงาน อันเป็นความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

และสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นของตนให้ทันสมัยมาโดยตลอด จะสามารถพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างฉับไว และควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้เป็นอย่างดี

ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตระหนักดีว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเกิดจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด  เราจึงคาดการณ์ว่าองค์กรต่าง ๆ จะเปิดรับหลักการ กระบวนการ และวัฒนธรรมแบบเปิดมากขึ้นและเมื่อมีการยอมรับแล้ว องค์กรต่าง ๆ จะสามารถรักษาความร่วมมือร่วมใจ

และส่งเสริมให้พนักงานใช้ความคิดและตัวตนที่ดีที่สุดของตนมาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม และรับมือกับความต้องการของลูกค้าและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว

เหตุการณ์สำคัญระดับโลกในปี 2563 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ตั้งเป้าสนใจเรื่องความอยู่รอดในระยะสั้นเพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องทางธุรกิจ ในขณะที่ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ด้วยการนำโซลูชั่นเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น คล่องตัว

และปรับขยายได้มาใช้กับธุรกิจของตน  องค์กรต่าง ๆ ที่ต้องพัฒนาหรืออัพเดตแผนในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในปี 2564 นี้ ควรจะพิจารณาถึงเทรนด์ต่าง ๆ เช่น 5G และ Edge computing, ไฮบริดคลาวด์ และระบบอัตโนมัติ ที่สามารถช่วยองค์กรได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : itday.in.th

ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com

Update ช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลปัจจุบันเพื่อคนรักทีวิ

โดยปีนี้มี 7 ช่องฟรีทีวีดิจิทัลที่ตัดสินใจคืนช่อง และจอดำ เพื่อรับเงินชดเชย ได้แก่ Spring News 19, Voice TV 21, SPRING 26, MCOT Family 14, BRIGHT TV 20, 3 SD (ช่อง 28), 3 Family (ช่อง 13)
โดยหลังจากคืนช่องแล้ว ทาง กสทช. นำเงินจาก กองทุน กสทช. คืนให้กับผู้ประกอบการที่ขอคืนช่องได้ทันที โดยไม่ต้องรอการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz

Apple และ Qualcomm ยุติการฟ้องร้องทั้งหมด เดินหน้าผลิตชิพเซ็ต 5G สำหรับ iPhone ซึ่งส่งผลต่อมือถือ iPhone รุ่นใหม่ iPhone 12 ในปี 2020 ก็เป็นได้

 

สืบเนื่อกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ออกคำสั่ง ม.44 คืนคลื่นช่องทีวีดิจิทัลได้ โดยเผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่4/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม จึงทำให้ 7 ช่องฟรีทีวีดิจิทัลที่ตัดสินใจคืนช่อง และจอดำ เพื่อรับเงินชดเชย ได้แก่ Spring News 19, Voice TV 21, SPRING 26, MCOT Family 14, BRIGHT TV 20, 3 SD (ช่อง 28), 3 Family (ช่อง 13)โดยหลังจากคืนช่องแล้ว ทาง กสทช. นำเงินจาก กองทุน กสทช. คืนให้กับผู้ประกอบการที่ขอคืนช่องได้ทันที โดยไม่ต้องรอการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz

โดยปัจจุบันนั้นได้มีช่องที่ได้ออกอากาศทางคลื่นช่องทีวีดิจิทัลดังนี้

นอกจากนี้ยังสามารถรับชมได้ในย่าน C-Band สำหรับในย่าน KU-Band สามารถรับชมได้ในวันที่ 22 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา
ดังนั้นใครที่กำลังรับชมข่าวสารผ่านคลื่นช่องทีวีดิจิทัลอาจจะมีทางเลือกในการรับชมข้อมูลข่าวสารได้มีคุณภาพมากขึ้นและมีการพัฒนา
ช่องทีวีดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ,
เหล่งข่าวจาก it24hrs

เทคโนโลยีติดตามพฤติกรรมของพนักงานขับรถ

สมาคมป้องกันอุบัติเหตุแห่งอังกฤษเปิดเผยว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดจากความเมื่อยล้าขณะขับรถถึง 20% ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ทำวิจัยของตนเองเพื่อติดตามสาเหตุรถชนในเยอรมนี พบว่า 25% ของอุบัติเหตุร้ายแรงทั้งหมด เป็นผลโดยตรงจากความเมื่อยล้า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการขนส่งติดตั้งกล้องจับภาพบนคอนโซลเพื่อติดตามพฤติกรรม ของพนักงานขณะขับรถ นอกจากนั้นยังมีแกดเจ็ตตรวจจับความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่อีกหลายชนิดที่จำหน่ายอยู่ในขณะนี้

ระบบเตือนการหลับในระหว่างขับขี่ มีเซ็นเซอร์ซึ่งตรวจจับภาพบุคคลด้วยรังสีอินฟาเรดที่ทำ หน้าที่ประมวลภาพและ วิเคราะห์พฤติกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่จะถูกเตือนเมื่อเริ่มอ่อนเพลียโดยมิต้องสัมผัสใดๆอย่าง ทันท่วงทีและสามารถ ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินได้ ไม่บดบังทัศนียภาพของผู้ขับขี่ ติดตั้งบนฐานที่หมุนได้รอบทิศทางซึ่งง่ายในการติดตั้งและ ปรับเปลี่ยน คุณสามารถติดตั้งบนแผงหน้าปัดรถหรือแผงอุปกรณ์ตรงกลาง

ทำไมต้องใช้ระบบตรวจจับขณะขับขี่รถ?

1.เพื่อเตือนเมื่อผู้ขับขี่อ่อนเพลีย เทคโนโลยีการตรวจจับม่านตา เมื่อตรวจพบการเปลี่ยนแปลง ของม่านตาและวิเคราะห์ ลักษณะ หากตรงกับลักษณะ ของการอ่อนเพลีย ระบบสามารถส่ง สัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นได้อย่างแม่นยำ

2.เพื่อเตือนเมื่อผู้ขับขี่ว่อกแว่ก ตรวจจับลักษณะของผู้ขับใน ระหว่างการขับขี่ซึ่งอาจ แปรผันไปตามสภาวะอากาศ หรือแต่ละช่วงเวลาของวัน เมื่อผู้ขับขี่ว่อกแว่กหรือ ขาดสมาธิระบบจะส่ง สัญญาณเตือน

3. เพื่อตรวจจับความเร็ว เครื่องตรวจจับความเร็วจาก GPS ซึ่งสามารถตรวจจับ ความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ เมื่อใช้ความเร็วต่ำกว่าที่ตั้งค่า ไว้จะไม่ส่งสัญญาณ เตือน ฟังค์ชั่นนี้ช่วยป้อง กันการส่งสัญญาณเตือนผิด พลาดและไม่รบกวนผู้ขับขี่ หากมีการหยุดพักผ่อน ถอยหลัง หรือในระหว่าง ใช้ความเร็วต่ำ

4.เพื่อช่วยบริหารจัดการเมื่อพบ ความอ่อนล้าในผู้ขับขี่ สำหรับการทำงานเป็นกะและต้อง ขับขี่ในเวลากลางคืน การเปลี่ยน ตารางการทำงานหรืออดนอนมี ผลกับสมองโดยตรงและมีผล กับการขับขี่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ บริหารจัดการยานพาหนะและ พนักงานขับรถที่มีผลจากความ อ่อนล้าอ่อนเพลียได้

5. เพื่อเตือนเมื่อใช้ความเร็วเกิน กำหนดและบริหารต้นทุนใน ด้านประกันอุบัติเหตุ สามารถตั้งค่าความเร็วที่ อุปกรณ์นี้และแจ้งเตือนทันทีเมื่อ มีการใช้ความเร็วเกินกว่าที่ตั้งไว้ อุบัติเหตุนั้นคาดเดาได้ยาก สามารถลดอัตราการเกิดและ ความรุนแรงของ อุบัติเหตุที่เกิด จากความอ่อนล้าอ่อนเพลีย และสร้างสภาวะที่ปลอดภัย ในการขับขี่มากขึ้น

เหล่งวิดีโอข้อมูลการทดลองต่างๆ

1. driver fatigue monitor test in office

2. driver fatigue monitor test in car

3. driver fatigue monitor test in exhibition

4. adjust driver fatigue monitor alarm volume and sensitivity: