news&event

news

ใหม่!! ฟีเจอร์ของ Google Maps แบ่งสถานะสีแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจนมากขึ้น

อีกสิ่งที่ Google Maps ยังไม่มีก็ตคือการบอกพื้นที่รกเป็นป่า หรือทะเลทราย จะทำให้กดแสดงผลถนนได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเดิมทีนมีการแบ่งอยู่แล้วแต่ไม่ได้มีความชัดเจนเท่าไหร่

Google ได้มีการเปิดเผยว่า มีการใช้ Computer Vision ใช้วัดลักษณะตามธรรมชาติจะแยกระหว่าง พื้นที่แล้ง, พื้นที่น้ำแข็ง, ป่า และ ภูเขา โดยจะทำงานคู่กับเทคโนโลยี Color Mapping โดยคาดว่าเฉดสีแบ่งแยกประเภทที่ชัดเจน และคาดว่าจะใช้ได้กับ 220 ประเทศและเขตพื้นที่ที่ Google Maps รองรับรับอีกด้วย

ขอบคุณเหล่งที่มาจาก : Sanook.com

ขอขอบคุณ ข้อมูล :Google

news

Google Maps เพิ่มฟีเจอร์ให้ Follow ผู้เขียนรีวิวสถานที่ได้แล้ว

เมื่อก่อน Google Maps อาจเป็นแค่แอปพลิเคชันช่วยนำทาง แต่ปัจจุบันเพราะ Google มีการใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าไป มันจึงเป็นมากกว่าแค่แอปฯ นำทางที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้ทั้งในเชิงธุรกิจร้านอาหารและการท่องเที่ยว

อย่างปีที่แล้วก็มีการเปิดตัว Local Guides เป็นชุมชนที่ให้คนทั่วไปสามารถเข้ามารีวิวสถานที่ต่างๆ ได้ โดยจะมีการเชื่อมต่อกับ Google Maps จากนั้นคนที่เข้า Google Maps ก็สามารถอ่านรีวิวจากคนเหล่านี้ได้เพื่อเป็นแนวทาง ซึ่งล่าสุด Google Maps ก็กำลังจะมีการขยายฟีเจอร์นี้ให้กลายเป็นประหนึ่ง Social Network แพลตฟอร์มอีกรูปแบบหนึ่งไปแล้ว

ตอนนี้ผู้ใช้งานสามารถกดติดตาม (Follow) นักเขียนรีวิว ได้เหมือนกับแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ เช่น Twitter Instagram และ Facebook ซึ่งถ้ามีการติดตามใครก็เหมือนกับ Social Network ทั่วไป เราจะได้รับการอัปเดตรีวิวจากคนที่ติดตามทันทีเมื่อเขาเขียนถึงสถานที่ใดที่หนึ่งบน Google Maps หรือเราจะทำตัวเป็นนักรีวิว และให้คนมาคอยติดตามเองก็ยังได้

นอกจากนี้ Google Maps ยังมีระบบที่สามารถทำให้คุณคัดกรองคนที่ติดตามได้ เช่น เมื่อมีใครมากด Follow บัญชีของคุณ ก็ต้องได้รับการอนุมัติจากคุณเสียก่อน เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งนับว่าตอนนี้ Google Maps เป็นทั้งแผนที่นำทาง และสังคมแบบใหม่ ถ้าใครสนใจก็ลองไป สร้าง รีวิว หรือกดติดตามคนที่คุณเชื่อมั่นว่าเขาจะแนะนำสถานที่ดีๆ กับคุณได้เลย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware.com

เหล่งที่มาเพิ่มเติมจาก : androidpolice.com

news

องค์กรไทยเพิ่มงบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และใช้ระบบออโตเมชั่น รับมือภัยคุกคาม

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลกเผยผลสำรวจทัศนคติขององค์กรที่มีต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่าองค์กรในประเทศไทย เตรียมวางแผนเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปี 2563

การเพิ่มงบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เนื่องจากภัยคุกคามที่ซับซ้อนและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

องค์กรไทยกำลังพัฒนาตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัล 3 ใน 4 ขององค์กร (75%) เพิ่มงบประมาณความปลอดภัยทางไซเบอร์ระหว่างปี 2562-2563 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยองค์กร 40% ได้แบ่งงบประมาณมากกว่าครึ่งจากงบไอทีเพื่อใช้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจาก ภัยคุกคามมีความซับซ้อนขึ้น (75%) ต้องการอัพเกรด Frameworks ที่มีอยู่ให้ทำงานได้แบบ Automation (69%) และจำนวนภัยคุกคามเพิ่มขึ้น (68%)

ดร. ธัชพล โปษยานนท์  ผู้อำนวยการ บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์คเน็ตเวิร์กส์ ประเทศไทย และอินโดจีน กล่าวว่า “ เป็นที่น่าสนใจว่าองค์กรไทยใช้งบลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยให้ ความสนใจในการบูรณากับระบบออโตเมชั่น แสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการป้องกันการโจมตี ทางไซเบอร์ที่สามารถทำลายธุรกิจจากตัวอย่างที่เราเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ขณะที่ COVID-19 แพร่ระบาด องค์กรจำเป็นต้องสำรวจความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ จากการทำงานระยะไกลและภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 จึงจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาการลงทุนและกลยุทธ์ด้านความ ปลอดภัยไซเบอร์ใหม่อีกครั้ง”

ความปลอดภัยบนคลาวด์ได้รับความนิยมมากขึ้น

DEPA Megatrend and Technology Trend forecast คาดการณ์ว่า บริการคลาวด์ในประเทศไทยจะเติบโต 29% ระหว่างปี 2561-2568 และจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 31.5 พันล้านบาทในปี 2568 การเติบโต ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการใช้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้น สอดคล้อง กับผลสำรวจว่าองค์กรไทยที่นิยมใช้แฟลตฟอร์มความปลอดภัย cloud native มากที่สุด (70%) ขณะที่ เครื่องมือเดิมๆ ยังคงได้รับความนิยมสูงเช่นเดียวกัน ทั้ง Anti-malware / Anti-virus (61%), Software-Defined Wide Area Network (60%) และ ความปลอดภัย SaaS-application (42%)

เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ เปิดตัวบริการ 5G เชิงพาณิชย์ในกรุงเทพฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ 28% ขององค์กรมีการใช้ความปลอดภัย 5G กับอุปกรณ์ IoT

 การตรวจสอบและรายงานช่วยยกระดับความเชื่อมั่น

การให้ความสำคัญความปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่น องค์กรไทยส่วนใหญ่ (63%) เห็นว่าองค์กรมีความเสี่ยงในระดับ“ ต่ำ” ถึง“ ปานกลาง” นอกจากนี้ 1 ใน 2 ขององค์กร (51%) มั่นใจว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในปัจจุบันสามารถป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ ความเชื่อมั่นที่ต่ำเป็นปัจจัยด้านการจัดการความปลอดภัย โดย 9 ใน 10 (88%) ขององค์กรใช้ Managed Security Service Provider (MSSP) เพื่อจัดการความรับผิดชอบด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

องค์กรไทยมีความมุ่งมั่นในการปรับปรุงการตรวจสอบเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์

  • 96% ของ องค์กร ทำการตรวจสอบนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์และเอกสารที่แนะนำ วิธีการปฏิบัติงาน (SOPs) อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • องค์กรไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส 95% เห็นด้วยให้มีรายงานการละเมิดข้อบังคับซึ่งเป็นผล มาจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • องค์กรไทยตื่นตัวในการอัพเดตซอฟท์แวร์อย่างเป็นประจำ 82% ขององค์กรอัพเดตคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยเดือนละครั้ง

 ความกังวลขององค์กร

3 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจตระหนักว่าองค์กรของพวกเขาอาจเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ โดยมี ความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ การสูญเสียทางการเงิน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการสูญเสีย ข้อมูลภายใน (25%) เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลพนักงาน และ การสูญเสียข้อมูลภายนอก (34%) เช่น ข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า

อุปสรรคหลายประการที่องค์กรไทยเผชิญนั้นอาจมาจากบุคลากร เรียงลำดับจากความท้าทายสูงที่สุด:

  1. พนักงานขาดความตระหนักถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ (44%)
  2. ขาดผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสม (44%)
  3. ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (38%)

“การแพร่ระบาดของ COVID-19 เร่งให้องค์กรเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลและรูปแบบการทำงานระยะไกล ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการสร้าง ความร่วมมือและให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ในระยะยาว เพื่อเปลี่ยนแนวคิดและสร้างพฤติกรรม ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ดีให้แก่พนักงาน

องค์กรไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ ๆ และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำงานและ ทีมงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มีทางเลือกน้อยลง เพื่อศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจองค์กรควร ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ ๆ ทั้ง ออโตเมชั่น และแมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อปิดโหว่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยทั้งเครือข่าย และอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ดร. ธัชพล กล่าวปิดท้าย

 

ขอบคุณเหล่งที่มาจาก Sanook

news

“ไวรัสโคโรนา” ทุบท่องเที่ยวไทย รถทัวร์ถูกยกเลิกงานเกิน 1 หมื่นกรุ๊ป สปข.เร่งช่วยเหลือสุดกำลัง

จากภาวะวิกฤตไวรัสโคโรนาจากประเทศจีน ทำให้ขณะนี้มีการยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ทุกกรุ๊ปทัวร์ ประมาณการณ์ได้ว่ามากเป็นจำนวนถึง 10,000 กรุ๊ป ที่มาในเขตกรุงเทพฯ และในส่วนของภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ อีกกว่า 2,000 กรุ๊ป ซึ่งจากการยกเลิกดังกล่าวจะทำให้รถที่ให้บริการเกิดภาวะว่างงานเป็นจำนวนมาก

ภาพ อ่วมพิษ! “โคโรนา” รถทัวร์-เรือสปีดโบ๊ตภูเก็ตจอดสนิท จีนกรุ๊ปทัวร์หาย 100% (mgronline)

ดร.วสุเชษฐ์ โสภณเสถียร นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าวว่า ผู้ประกอบการรถได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รถตกงานกว่า 4,000 คัน รายได้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งจะไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้อย่างแน่นอน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ภาครัฐเข้าสนับสนุนเป็นการด่วน ทั้งด้านการหางานด้านอื่นมารองรับ และหาแหล่งเงินทุนมาเสริมสภาพคล่อง หรือให้มีการพักการชำระหนี้

“ทางสมาคมฯ ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านที่ได้รับผลกระทบช่วยแจ้งข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ เช่น รถถูกยกเลิกงานจำนวนเท่าใด รายได้เดิมที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้จำนวนเท่าใด ขาดรายได้จากการยกเลิกประมาณเท่าใด พนักงานที่เกี่ยวข้องอาจตกงานจำนวนเท่าใด และสิ่งที่อยากได้รับการช่วยเหลือด้วย ซึ่งทางสมาคมฯ จะรีบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อประเมินความเสียหาย เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกเป็นการเร่งด่วน เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีข้อมูลที่แท้จริงจากทุกสมาชิก เพื่อนำไปเรียกร้องขอรับการสนับสนุนมาเพื่อช่วยเหลือทุกท่าน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ข้อมูลจากทุกท่านมากกว่าที่ผ่านๆ มา”

 

ขอบคุณเหล่งที่มาจาก busandtruckmedia.com

news

Google Maps โดนป่วนระบบด้วยสมาร์ตโฟน 99 เครื่อง จนแสดงจราจรติดขัด!

Google Maps นับเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก มีผู้คนใช้งานนับล้านในการค้นหาเส้นทาง รวมถึงดูการจราจรในขณะนั้น แต่ล่าสุด Google Maps ก็โดนผู้ใช้งานธรรมดาป่วนเข้าให้เรียบร้อยแล้วครับ

Simon Weckert ได้ป่วน Google Maps โดยการใช้สมาร์ตโฟนมือสองทั้งหมด 99 เครื่อง โดยทั้ง 99 เครื่องนั้นได้เปิดบริการการให้ตำแหน่งหรือ Location services พร้อมกับเปิด Google Maps พร้อมกันทั้ง 99 เครื่อง จากนั้น Simon ได้ใส่สมาร์ตโฟนทั้ง 99 เครื่องไปในรถเข็น และเข็นไปมาตามเส้นทางจน Google Maps เข้าใจว่าเส้นทางนั้นมีรถเยอะ ทำให้ตัวแผนที่แสดงสัญญาณจราจรติดขัด

โดยปกติแล้วกลไกการทำงานของ Google Maps นั้นจะอาศัยข้อมูลส่วนหนึ่งจาก Google Maps ที่ถูกเปิดใช้งาน ณ เวลานั้น เมื่อมีการเปิดใช้งาน Google Maps มาก ๆ ก็ทำให้ระบบเข้าใจว่ามีรถเยอะในบริเวณนั้นนั่นเองครับ

ขอบคุณเหล่งที่มาจาก beartai.com

 

Thai GPS Tracker Corporation Co.,Ltd
สำนักงานใหญ่: 509/48-49 หมู่ 9 หมู่บ้านโครงการเนเจอร์โฮม ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 57100 ประเทศไทย
Phone Number 093-2197777 | Fax 052-029830 |

จำนวนผู้ชมเว็บไซต์ free stat counter
Copyrights © 2019 All Rights Reserved by Thai GPS Tracker Corporation Co.,Ltd